ทำไมหลังฉีดฟิลเลอร์ไปแล้ว บางคนกลับบวม ล้น ดูสวยลดลง

Home » Articles » ทำไมหลังฉีดฟิลเลอร์ไปแล้ว บางคนกลับบวม ล้น ดูสวยลดลง
สิ่งที่คุณจะรู้จากบทความนี้  (อ่านประมาณ 5 นาที)
  • 3 สาเหตุหลักที่ทำให้ฟิลเลอร์ดูบวม โป๊ะ ผิดธรรมชาติ
  • ทำไม ‘การเติมเน้นถมร่อง’ โดยไม่ประเมินต้นเหตุ อาจทำให้ผลไม่ดีในระยะยาว
  • ความต่างระหว่างแนวทางการเติม เน้นถม กับ การแก้ไขโครงสร้าง
  • 5 สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณมีฟิลเลอร์สะสมเกินพอดีแล้ว

ปัญหาความหย่อนคล้อยของใบหน้าเมื่ออายุมากขึ้น มีหลายสาเหตุ หนึ่งในสาเหตุหลักมาจากการที่โครงหน้าในชั้นลึกซึ่งทำหน้าที่รองรับเอ็นยึดใบหน้าเกิดการพร่องและยุบตัวลง ส่งผลให้ใบหน้าโดยรวมเริ่มหย่อนคล้อยลงมา

การฉีดฟิลเลอร์ที่ให้ผลลัพธ์ดีและยั่งยืนในระยะยาว จึงต้องแก้ปัญหาที่โครงสร้างชั้นลึก เพื่อสร้างแรงยกพยุงเอ็นยึดใบหน้าให้กลับมาตึงกระชับอีกครั้ง แต่เนื่องจากโครงหน้าของแต่ละคนมีจุดที่ทรุดตัวและระดับปัญหาไม่เหมือนกัน การตรวจประเมินอย่างละเอียดก่อนทำจึงสำคัญมาก

ซึ่งจะต่างจากฟิลเลอร์เทคนิคแบบเก่า ที่เน้นเพียงการฉีดถมร่องให้เต็ม‘  แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ยิ่งหากทำโดยขาดการประเมินโครงสร้างหน้าอย่างแท้จริง นอกจากจะทำให้หน้าอูม บวม โป๊ะแล้ว น้ำหนักของฟิลเลอร์ ที่ไปกองอยู่ผิดที่ ยังจะกลายเป็นตัวถ่วงที่ทำให้หน้ายิ่งหย่อนคล้อยลงไวกว่าเดิมอีกด้วย

เขียนโดย นพ.สุชัจจ์ ติงรัตนสุวรรณ (Dr. Bank) สปีคเกอร์ด้านการปรับรูปหน้าให้บริษัทฟิลเลอร์และไหมน้ำ ผู้พัฒนาเทคนิคการรักษาผสมผสานตามสาเหตุ จากประสบการณ์ตรงกว่า 30,000 เคส ตลอดการทำงาน 10 ปี และ Founder ของ Tinidee Clinic จุฬาซอย 6 ย่านสยามบรรทัดทอง กรุงเทพฯ

สาเหตุที่ 1   กับดักความเชื่อว่า ฟิลเลอร์จะสลายหมดใน 1-2 ปี สู่การสะสมฟิลเลอร์จนหน้าล้น

ความเข้าใจผิดที่น่ากลัวที่สุดในวงการความงามคือ ความเชื่อที่ว่าฟิลเลอร์จะสลายหายไปเองจนหมดเกลี้ยงภายใน 1-2 ปีซึ่งเรื่องนี้แม้แต่แพทย์หลายๆคนก็ยังคงคิดแบบนั้นอยู่
ความเชื่อนี้ทำให้คนไข้จำนวนมากตั้งเป้าให้ตัวเองว่าต้องเข้าคลินิกมาเติมร่องซ้ำทุกๆ 1-2 ปีโดยไม่มีการประเมินอีกเลย 

แต่ในความเป็นจริงทางการแพทย์พบว่าฟิลเลอร์ไม่ได้สลายตัวไปอย่างตรงไปตรงมาขนาดนั้นในหลายๆเคสต่อให้ผ่านไป 5-10 ปีฟิลเลอร์ของเดิมก็ยังคงเหลืออยู่ในระดับนึงสมมติว่าสองปีที่แล้วคุณฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาไป 3 CC วันนี้คุณกลับมาเติมใหม่อีก 3 CC โดยเชื่อว่าของเก่าสลายไปหมดแล้วเมื่อของเก่าบวกของใหม่พื้นที่ใต้ตาของคุณกำลังแบกรับฟิลเลอร์ถึง 5-6 CC ซึ่งเป็นปริมาตรที่เกินพอดีไปมาก

เมื่อการประเมิน ถูกแทนที่ด้วยโปรโมชัน

ปัญหานี้ถูกซ้ำเติมให้แย่ลง เมื่อคนไข้ตัดสินใจซื้อโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ตามโปรโมชัน และแพทย์ทำการลงเข็มให้ครบตามจำนวน CC ทันที โดยไม่มีการประเมินโครงสร้างใบหน้าเดิมก่อนว่ามีวอลลุ่มสะสมอยู่มากน้อยแค่ไหน สิ่งที่ตามมาคือภาวะหน้าล้น (Overfilled)’ ซึ่งไม่ใช่ความผิดของฟิลเลอร์ แต่เกิดจากการขาดการประเมินที่ถูกต้อง

4 สัญญาณเตือน ว่าคุณกำลังเผชิญกับภาวะฟิลเลอร์ล้นเกินพอดี

  1. ยิ้มแล้วตาเป็นสระอิ  :  แก้มดูล้น เวลายิ้มเนื้อแก้มดันขึ้นมา จนเบียดตาให้เล็กลง
  2. หน้าแน่นกลมไปทั้งหน้า : สูญเสียมิติส่วนเว้าส่วนโค้งตามธรรมชาติ หน้าดูบานเหมือนพระจันทร์
  3. ยิ้มแล้วเห็นเป็นก้อน : เวลายิ้มหรือพูด จะเห็นเป็นลำก้อนใต้ผิวหนังชัดเจน
  4. หน้าดูมีอายุขึ้น : น้ำหนักฟิลเลอร์ส่วนเกินไปถ่วงใบหน้าให้ดูหนักและแก่กว่าวัยจริง

สาเหตุที่ 2   สำหรับการฉีดฟิลเลอร์ : ความแม่นยำ สำคัญกว่า ปริมาณ

บนใบหน้าของมนุษย์ การคลาดเคลื่อนเพียงแค่ 1 ถึง 2 มิลลิเมตร ส่งผลมหาศาลต่อผลลัพธ์ หากฟิลเลอร์หลุดไปอยู่ในตำแหน่งที่เนื้อเยื่อไม่ได้บกพร่อง จากที่ควรจะเป็นการเติมเต็มมันจะกลายเป็นส่วนเกินทันที และนั่นคือจุดเริ่มต้นของใบหน้าที่ดูแปลก ล้น หน้าบาน ไม่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป

ในโลกของการทำงานจริงความลึกไม่ใช่สูตรสำเร็จตายตัวสำหรับทุกคน ความลับที่แท้จริงคือ การที่แพทย์สามารถระบุได้ว่า ตำแหน่งไหนกันแน่ที่ขาดวอลลุ่ม แล้วจึงเติมตรงนั้นได้อย่างแม่นยำ

ฟิลเลอร์ไม่ใช่แค่เติมถมร่อง แต่คือ 'การดีไซน์ใบหน้า'   การแค่เอาปูนมาฉาบๆ โบกๆ ถมร่อง ไม่ได้ทำให้บ้านสวยหรือโครงสร้างแข็งแรง ผลลัพธ์จะดูเป็นธรรมชาติ  ต้องมาจากการวิเคราะห์โครงสร้างที่เฉียบขาด ผสานกับฝีมือการลงเข็มที่แม่นยำระดับมิลลิเมตร

สาเหตุที่3 เลือกรักษาระหว่างต้นเหตุ vs ปลายเหตุ

เพราะร่องบนใบหน้าของทุกคน มีจุดกำเนิดไม่เหมือนกันเมื่อคุณส่องกระจกแล้วเห็นร่องแก้มหรือร่องใต้ตา สิ่งที่คุณเห็นคือปลายเหตุของปัญหา แต่ความจริงที่แพทย์ต้องวินิจฉัยให้ได้ว่า อะไรคือต้นเหตุหรือสาเหตุของร่องนั้น ซึ่งแต่ละคนจะไม่เหมือนกันเลย

ร่องแก้มเหมือนกัน แต่ทางแก้ต่างกันโดยสิ้นเชิง   ลองดู 3 ตัวอย่างนี้:

เคสที่ 1: กระดูกร่องแก้มยุบตัวโดยตรง

การเติมฟิลเลอร์ลงไปที่ฐานกระดูกร่องแก้มตรงๆ คือวิธีที่ถูกต้องที่สุด เพราะสาเหตุคือกระดูกยุบ

เคสที่ 2: วอลลุ่มโครงหน้าด้านข้างยุบตัวลง

ทำให้เส้นเอ็นหย่อนและเนื้อแก้มหล่นลงมา การเติมร่องโดยตรงไม่ช่วย ต้องไปเติมที่ บริเวณโหนกแก้มด้านข้างก่อน เพื่อยกใบหน้ากลับไปตามเดิม

 เคสที่ 3: ปัญหาผสมระหว่างโครงสร้างและผิว

บางร่องเกิดจากทั้งการยุบของกระดูก + ผิวบางลง + เอ็นยึดหย่อน + ไขมันหน้าย้วย
ซึ่งต้องแก้หลายชั้นพร้อมกัน ไม่ใช่ฉีดถมเพียงอย่างเดียว

นี่คือเหตุผลว่าทำไมการวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการทำหน้า
ไม่ใช่ว่าการฉีดถมร่องโดยตรงเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่มันต้องถูกเลือกใช้ให้ตรงกับคำวินิจฉัยเท่านั้น หากหมอวินิจฉัยพลาดตั้งแต่แรก แล้วตะบี้ตะบันฉีดเติมเต็มเข้าไป ผลลัพธ์นอกจากจะไม่สวยงามแล้ว ยังทำให้หน้าดูหนัก อูม และผิดธรรมชาติ

Scroll to Top